ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Varanus rudicollis
ลักษณะทั่วไป : ตัวสีดำเข้ม มีขนาดเล็กกว่าพวกเหี้ย หรือตะกวด มีลายเลือนๆ ขวางลำตัว ปากแหลมและเกล็ดบนสั้น เกล็ดบนคอใหญ่เป็นแหลมๆ คล้ายหนามทุเรียน
ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในภาคใต้ของประเทศไทยและพม่า หมู่เกาะสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เห่าช้างกินไก่ นก ปลา กบ เขียด กินได้ทั้งของสด และของเน่า
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ในป่าทึบและเดินหากินบนพื้นดิน แต่ก็ขึ้นต้นไม้เก่ง เป็นสัตว์ว่องไวปราดเรียวและซุกซ่อนตัวเก่ง ดุกว่าเหี้ย ถ้าเข้าใกล้จะพองคอขู่ฟ่อๆ เห่าช้างเริ่มผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม โดยวางไข่ตามหลุมที่ขุดเป็นโพรง เมื่อออกไข่แล้วจะไม่ฟักไข่ ลูกฟักออกจากไข่เองตามธรรมชาติ และเมื่อลูกออกจากไข่แล้วก็จะหากินเอง
สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555
เห่าช้าง
เต่าดำ (เต่าแก้มขาว)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Siebenrockiella crassicollis
ลักษณะทั่วไป : เป็นเต่าขนาดเล็ก ยาวประมาณครึ่งฟุต หนักไม่ถึงครึ่งกิโลกรัม ตัวแบนไม่สวย กระดองดำ หัว หาง และขาดำ มีแต้มขาวเหนือตา แก้ม และตามใบหน้าอีกหลายแห่ง กระดองส่วนบนยาวเต็มที่ประมาณ 200 เซนติเมตร
ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในอินเดีย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว ฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยพบทั่วไป แต่มีมากในภาคกลาง และภาคใต้ เต่าดำกินหอย กุ้ง ผัก และเมล็ดพืชเป็นอาหาร
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบกบดานหรือหากินตามพื้นดินโคลนใต้ น้ำ นาน ๆ จึงโผล่ขึ้นมาสักครั้ง ดังนั้นเวลาพบจึงเห็นตัวสกปรกเลอะโคลนอยู่เสมอ จะขึ้นบกเวลากลางคืน เพื่อต้องการหาทำเลวางไข่ หรือผสมพันธุ์ หรือย้ายที่ทำมาหากิน ส่วนกลางวันมักหมกตัวอยู่ในที่รก ชื้นแฉะ หรือตามโคลนใต้พื้นน้ำ
สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต, สวนสัตว์เปิดเขาเขียว, สวนสัตว์เชียงใหม่ - ที่มา http://www.zoothailand.org
เหี้ยดำ(มังกรดำ)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Varanus salvator komaini ลักษณะทั่วไป : มีขนาดเล็กกว่าเหี้ยมาก เมื่อโตเต็มวัยจากปลายากถึงโคนหาง 50 เซนติเมตร หางยาว 60 เซนติเมตร มังกรดำ สีดำสนิทด้านทั้งตัว ไม่มีลายและจุดด่างเลย ท้องเทาเข้ม ลิ้นสีเทาม่วง มังกรดำเป็น Monitor ชนิดที่พบใหม่ มีรูปลักษณะคล้ายเหี้ย ลักษณะของเกล็ดผิดเพี้ยนกันเพียงเล็กน้อย
ถิ่นอาศัย, อาหาร : มังกรดำพบได้เฉพาะบริเวณชายทะเลและเกาะเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันตกภาคใต้ของประเทศไทย
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : อุปนิสัยคล้ายตะกวดดำที่พบในปาปัวนิกินีมาก สถานภาพปัจจุบัน : สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต, สวนสัตว์นครราชสีมา
เหยี่ยวต่างสี
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Spizaetus cirrhatus
ลักษณะทั่วไป : เหยี่ยวต่างสีเป็นเหยี่ยวค่อนข้างใหญ่ ขนาดลำตัว 56 - 75 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน มีชนิดสีเข้มหรือดำ และสีอ่อน ชนิดสีอ่อนมีสีน้ำตาลเข้มตอนบนของตัว ตอนล่างมีสีขาว และมีลายเป็นทางเล็ก ๆ สั้น ๆ สีน้ำตาลตามหน้าอกและท้อง ขามีขนขึ้นเต็มและมีลายขวางเล็ก ๆ สีน้ำตาล ส่วนชนิดสีเข้มมีสีน้ำตาลไหม้ทั่วทั้งตัว ตลอดถึงขามีขนขึ้นเต็ม หางสั้นกว่าชนิดสีอ่อน การที่เหยี่ยวต่างสีมี 2 ชนิด ก็คล้ายกับพวกเสือดาวที่มีลูกออกมาเป็นสีดำได้
ถิ่นอาศัย, อาหาร : เหยี่ยวต่างสีมีถิ่นกำเนิดในอินเดีย พม่า ไทย ลาว เขมร เวียตนาม ฟิลิปปินส์ อันดามัน ซุนดาส์ สุมาตรา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยมีทั่วทุกภาค แต่พบไม่บ่อยและมีปริมาณไม่มากนัก อาหารได้แก่ หนู นกเล็ก ๆ ค้างคาว งู กิ้งก่า และสัตว์เล็ก ๆ เช่น กระต่าย อีเห็น
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เหยี่ยวต่างสีชอบอาศัยอยู่ทั้งในป่าดง ดิบ ป่าทึบ ป่าสูง ตลอดจนป่าโปร่งและที่ราบสูง ชอบเกาะตามยอดไม้สูงเพื่อมองหาเหยื่อ ไม่ชอบบินร่อน เมื่อเห็นเหยื่อจะโฉบลงจับทันที พบได้ที่ความสูง 2,000 เมตรจากระดับ
น้ำทะเล เหยี่ยวชนิดนี้ผสมพันธุ์หน้าหนาวและหน้าร้อน ผสมพันธุ์ทั้งในที่ราบและตามป่าเชิงเขาหรือตามป่าภูเขาสูง ทำรังตามต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้น้ำ หรือใกล้หมู่บ้าน ชอบทำรังตรงกิ่งไม้ที่ยื่นออกไปเหนือน้ำหรือลำธารในป่า ทำรังด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ วางขัดสานกันอย่างเป็นระเบียบ จะวางไข่ 1 - 3 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาฟัก 40 วัน
สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : สวนสัตว์นครราชสีมา, สวนสัตว์เชียงใหม่, สวนสัตว์สงขลา
หงส์ดำ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cygnus atratus ลักษณะทั่วไป : ตัวผู้มีสีขนทั่วตัวดำอมเทา ยกเว้นขนปีกสำหรับบินเส้นยาวเท่านั้นที่เป็นสีขาวซึ่งตัดกับลำตัวเห็นเด่น ชัดสะดุดตา นัยน์ตาสีแดงเข้ม จะงอยปากสีแดงแต่มีแถบขาว ปลายปาก ขาและเท้าสีดำ หงส์ดำตัวเมียเหมือนตัวผู้ทุกอย่าง แต่มีขนาดเล็กกว่าและลำคอสั้นกว่าเล็กน้อย ถิ่นอาศัย, อาหาร : มีถิ่นอาศัยอยู่ในเกาะทัสมาเนีย ออสเตรเลีย หงษ์ดำพืชน้ำ ลูกกุ้ง ลูกปลา พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ตามแหล่งน้ำอันกว้างใหญ่ทั้ง น้ำจืดและน้ำเค็ม ทะเลสาบ แม่น้ำ หนองน้ำ ชอบอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เสียงร้องเหมือนเสียงทรัมเป็ตมักร้องในตอนเย็นหรือกลางแสงจันทร์ในคืนเดือน หงายขณะกำลังบิน หงษ์ดำวางไข่ครั้งละ 5-6 ฟอง ไข่มีสีขาวแกมเขียว ระยะเวลาฟักไข่นาน 34-37 วัน สถานภาพปัจจุบัน : - สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว, สวนสัตว์นครราชสีมา, สวนสัตว์เชียงใหม่, สวนสัตว์สงขลา - ที่มา http://www.zoothailand.org
เป็ดหงส์
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Sarkidiornis melanotos ลักษณะทั่วไป : เป็นเป็ดป่าขนาดใหญ่ มีลำตัวยาวถึง 76 เซนติเมตร มีจะงอยปากสีดำ แถบบนปีกมีสีบรอนซ์สะดุดตา เป็ดตัวผู้มีส่วนหลังสีดำเหลือบสีเขียวแกมฟ้าและสีม่วง ส่วนหัวและลำคอสีขาว มีจุดประสีดำ มีแถบสีดำรอบด้านหลังคอพาดลงไปถึงด้านข้างของส่วนอก และอีกแถบหนึ่งพาดลงไปด้านข้างของส่วนหาง ขณะบินจะสังเกตเห็นแผ่นหลังส่วนล่างสีออกเทาชัดเจน ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้มีปุ่มเนื้อที่โคนจะงอยปากด้านบน ส่วนคอและที่ใกล้หาง ลูกเป็ดอายุน้อยลำตัวไม่ค่อยมีสีเหลือบและบริเวณแถบขาวมีสีคล้ำ ถิ่นอาศัย, อาหาร : ชอบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำที่มีพืชปก คลุม ทำรังในโพรงของต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้น้ำ ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ไปทางทิศตะวันออก ผ่านแคว้นอัสสัม พม่า ถึงบริเวณเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และจีนตอนตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังพบในทวีปแอฟริกาอีกด้วย อาหารได้แก่ ข้าวเปลือก เมล็ดหญ้า ลำต้นอ่อนของพืช และสัตว์น้ำ พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ปกติจะพบอาศัยอยู่เป็นกลุ่มครอบครัว หนึ่ง 4-10 ตัว หากินโดยการไซ้กินหัวและยอดอ่อน ตลอดจนเมล็ดของพืชน้ำ เมล็ดข้าว แมลงน้ำ บางครั้งพบกินกบ เขียดและปลาด้วย เป็ดป่าชนิดนี้เดิน และเกาะกิ่งไม้ได้ดี การเกาะกิ่งไม้ใช้กรงเล็บแหลมที่แข็งแรงเกาะ เป็ดหงษ์มีฤดูผสมพันธุ์ตกอยู่ในราวเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนกันยายน ในประเทศอินเดียมีรายงานว่าพบทำรังในรังเก่าของพวกแร้ง และในรูบนกำแพงป้อมเก่า ๆ และบนหน้าผาดิน วางไข่สีครีมจาง ๆ จำนวน 7-15 ฟอง เป็ดหงส์ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน โดยทำรังวางไข่ตามโพรงต้นไม้ในป่า หรือต้นไม้ใกล้แหล่งน้ำ ไข่สีงาช้างเป็นมัน ไม่มีลวดลาย ตัวเมียฟักไข่นาน 29 - 31 วัน ส่วนตัวผู้จะคอยเฝ้าระวังภัยอยู่ใกล้ๆ สถานภาพปัจจุบัน : พบน้อยมาก ปี พ.ศ. 2529 พบ 10 ตัว ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน จังหวัดบุรีรัมย์ ปี พ.ศ. 2531 พบ 1 ตัว ที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ การเปลี่ยนแปลงสภาพบริเวณบึง หนอง ตามธรรมชาติไปเป็นทุ่งนา สำหรับปลูกข้าว และการตัดฟันต้นไม้สูงๆ ลงเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการล่าเพื่อเป็นอาหารอย่างหนัก ทำให้ต้องสูญเสียแหล่งหากิน แหล่งทำรังและแหล่งพักนอนไป เป็ดหงส์จึงไม่ทำรังวางไข่ในประเทศไทยอีกต่อไป พบเฉพาะตัวที่บินมาหากินในฤดูหนาวในบริเวณอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บางแห่งเท่า นั้น จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต, สวนสัตว์เปิดเขาเขียว, สวนสัตว์นครราชสีมา, สวนสัตว์เชียงใหม่, สวนสัตว์สงขลา
ชะนีแก้มขาว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Hylobates concolor
ลักษณะทั่วไป : ชะนีแก้มขาวมี 3 ชนิด คือ 1) H.c. concolor ชนิดนี้พบในเกาะไหหลำ ตัวผู้สีดำหมดทั้งตัว บริเวณใบหน้ามีขนสีขาวขึ้นแซมรอบดวงตา จมูกและปาก ส่วนตัวเมียสีนวลและมีสีดำอยู่กลางกระหม่อม 2) H.c. leucogenys ชนิดนี้อยู่ในประเทศลาวและเวียดนามเหนือ ตัวผู้มีสีดำ แต่ข้างแก้มมีสีขาว ส่วนตัวเมียมีสีทองหรือสีครีม ที่อกมีสีดำเรื่อ ๆ กลางกระหม่อมมีขนสีดำ 3) H.c. gabrieliae ชนิดนี้อยู่ทางใต้ของเวียดนามติดกับแดนเขมร ตัวผู้มีสีดำล้วน มีขนสีทองปนแดง บริเวณแก้มและคางมีสีขาว ตัวเมียมีสีนวล ที่หน้าอกเป็นสีดำเห็นได้ถนัด และที่หัวมีขนขึ้นเป็นสันสูงสีดำเห็นได้ชัด ชะนี
แก้มขาวเกิดใหม่เป็นสีทอง เมื่ออายุ 6–8 เดือนมือเท้าและหัวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ หลังจากนั้นทั้งตัวผู้และตัวเมียจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ส่วนแก้มมีสีขาว เมื่ออายุได้ประมาณ 6-7 ปี ตัวเมียขนจะเปลี่ยนเป็นสีทองหรือสีครีม โดยพวก H.c. leucogenys จะมีสีดำที่หน้าอก ส่วนพวก H.c. gabrieliae ทั้งหน้าอกจะมีสีดำและมีสันขนบนหัว ชะนีแก้มขาวเวลายืนไม่งอเข่าเหมือนชะนีชนิดอื่น ตัวผู้มีกล่องเสียง ทำให้ร้องเป็นช่วง ๆ ติดกันได้นาน ตัวเมียไม่มีกล่องเสียง การร้องจึงมีเสียงผิดกัน เครื่องเพศของทั้งตัวผู้และตัวเมียมีกระดูกอ่อนเสริมอยู่ทำให้ดูเพศยากเมื่อยังเล็กอยู่ หรือเมื่อขนทั่วตัวยังดำอยู่ยังไม่เปลี่ยนสี ให้สังเกตจากอัณฑะ ถ้าตัวใดมีแสดงว่าเป็นตัวผู้
ถิ่นอาศัย, อาหาร : ชะนีแก้มขาวพบในประเทศลาว อินโดจีน ไหหลำ สำหรับประเทศไทยพบที่จังหวัดเลย อำเภอเชียงคาน เป็นชะนีที่หายาก กินผลไม้ ยอดไม้ ไข่นก และแมลงต่างๆ
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบห้อยโหนไปตามกิ่งไม้ ไม่วิ่งไต่ไปบนต้นไม้ ใช้ชีวิตเกือบทั้งวันอยู่บนต้นไม้สูง เวลากินน้ำใช้หลังนิ้วแตะน้ำแล้วยกดูด บางทีใช้ลิ้นเลียตามแอ่งน้ำเล็ก ๆ ชอบร้องและผึ่งแดดเวลาเช้าตรู่บนกิ่งไม้ เวลากลางวันหรือตอนบ่ายที่อากาศร้อนจัด ชะนีจะลงมาจากยอดไม้สูงเพื่อหลบแสงแดด เวลาตกใจจะเหวี่ยงตัวโหนไปตามกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว และไปหลบอยู่ตามพุ่มไม้หนาๆ เหยี่ยวและงูเหลือมเป็นศัตรูสำคัญของชะนี เมื่อมีอายุ 7-8 ปีจึงจะผสมพันธุ์ได้ ตั้งท้องนานประมาณ 240 วัน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกชะนีหย่านมเมื่ออายุ 4-7 เดือน และจะอยู่กับแม่จนอายุประมาณ 2 ปี จึงแยกไปหากินเอง ชะนีอายุยืนถึง 30 ปี
สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต, สวนสัตว์เปิดเขาเขียว, สวนสัตว์นครราชสีมา, สวนสัตว์เชียงใหม่, สวนสัตว์สงขลา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)